ค้นหาบล็อกนี้

วันพุธที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

การปฏิรูปศาสนาคริสต์


เหตุการณ์ก่อนการปฏิรูป

มีเหตุการณ์หลายประการที่เป็นต้นเหตุเกิดการเปลี่ยนแปลง และปฏิรูปศาสนาคริสต์ครั้งใหญ่ในช่วง ศตวรรษที่ 16
  1. สถาบันสันตะปาปาตกอยู่ใต้อำนาจของสถาบันกษัตริย์แห่งประเทศฝรั่งเศสระหว่าง ค.ศ. 1305-1375 ที่เรียกว่า”การคุมขังแห่งบาบิโลเนีย หรืออาวิญอง ทำให้สถาบันฯเสื่อมอำนาจและความศักดิ์สิทธิ์ และเป็นชนวนให้ผู้ใฝ่ในศาสนาดิ้นรนที่จะศึกษาถึงแก่นแท้ของคำสอน เกิดเป็นขบวนการการศึกษาภาษาฮีบรูและกรีกโดยมีศูนย์ที่เมืองฟลอเรนซ์ และมีการค้นคว้าศึกษาวิจัยพระคัมภีร์อย่างมากมายเพื่อให้ได้มาซึ่งสัจจะในคำสอน การได้ศึกษาพระคัมภีร์ด้วยตัวเองทำให้นักคิดชั้นนำสามารถวิจารณ์โจมตีสถาบันศาสนาได้อย่างเต็มที่
     
  2. การพัฒนาของเทคโนโลยีการพิมพ์ แบบเรียงพิมพ์ทำให้มีการแปลพระคัมภีร์เป็นภาษาต่างๆ และตีพิมพ์อย่างแพร่หลาย ซึ่งทำให้ประชาชนทั่วไปได้มีโอกาสศึกษาพระคัมภีร์ได้ด้วยตัวเอง และไม่จำเป็นต้องเชื่อฟังพระ สังฆราช หรือที่ประชุมสงฆ์ที่จะวินิจฉัยวางหลักการอย่างไรก็ต้องยอม
    -- อีราสมัส (Erasmus ค.ศ. 1466-1563) แปลพระคัมภีร์ฉบับกรีกเพื่อเผยแพร่ทั่วไป
    -- สังฆราชซิเมเนส (Ximenes) เป็นผู้ควบคุมจัดทำพระคัมภีร์ฉบับสมรวม (The Polyglot Bible)
     
  3. ในช่วงศตวรรษที่ 14 เรื่อยมา มีการดึงอำนาจที่กระจัดกระจายในหมู่ขุนนางศักดินา กลับคืนสู่ราชบัลลังก์ โดยได้รับความเชื่อเหลือของกลุ่มชนใหม่ที่มีภูมิกำเนิดนอกสังคมขุนนางศักดินา คือกลุ่มชนที่มีพลังเศรษฐกิจและมีความรู้ความสามารถอันเป็นผลจากความสำเร็จของครอบครัวทางการค้า หรืออุตสาหกรรม กลายเป็นสังคมรัฐประชาชาติ มีการต่อสู้ช่วงชิงอำนาจทางการเมืองภายในรัฐ ระหว่างรัฐในยุโรปกับสถาบันสันตะปาปา กลุ่มชนใหม่เหล่านี้ให้การสนับสนุนต่อประมุขการเมืองของรัฐปราบปรามบรรดาขุนนางศักดินาภายในรัฐ และต่อต้านสถาบันสันตะปาปาจากภายนอก กลุ่มชนใหม่นี้เรียกว่าชนชั้นกลางซึ่งประกอบด้วยกลุ่มพ่อค้า นักธุรกิจ นายธนาคาร และกลุ่มผู้มีการศึกษา
     
  4. สันตะปาปาในระยะศตวรรษที่ 15-16 ให้ความสำคัญในการประกอบภารกิจทางศาสนาน้อยมาก มีการหมกมุ่นในทางโลกและละเลยหน้าที่รับผิดชอบทางธรรมและพระวินัย มีการขายใบฎีกาไถ่บาป (Sale of Indulgence) และการบูชาอัฐิของนักบุญอย่างงมงาย มีการซื้อขายตำแหน่งพระสมณศักดิ์ มีการอุดหนุนบุคคลในครอบครัวให้ได้รับตำแหน่งสำคัญในศาสนา เช่น พระสันตะปาปาอเลกซานเดอร์ที่ 6 (ค.ศ. 1492-1503) แห่งสกุลเบอร์เจีย พยายามจะสร้างฐานะมั่นคงทางโลก และทรัพย์สินแก่ลูกชายลูกสาวอย่างลับๆ โดยลูกชายคนสำคัญคือ ซีซาเร เบอร์เจีย (ค.ศ. 1476-1507) และให้เมียลับแต่งตัวเป็นชายร่วมขบวนแห่เฉลิมพระเกียรติของพระองค์
     
  5. ในการประชุมคณะสงฆ์สากลแห่งกองสตองซ์(The Constance Council) ค.ศ. 1417 ภายในการนำของจักรพรรดิซิกิสมุนด์(Sigismund ค.ศ. 1410-1437) เปิดเผยหลักฐานที่เชื่อถือได้ว่าเอกสาร”บรรณาการของคอนสแตนติน เป็นเอกสารปลอมที่สถาบันสันตะปาปาจัดทำขึ้นในศตวรรษที่ 8 ทำให้อำนาจของสถาบันศาสนายิ่งเสื่อและสูญเสียความนิยม มีกลุ่มคนเช่น จอห์น วิคลิฟฟ์(John Wyclyffe ค.ศ. 1320-1384) จอห์น ฮัส (John Huss ค.ศ. 1369-1415) และ เวสเซล (Wessl ค.ศ. 1420-1489) โจมตีสถาบันศาสนาจากภายในเพื่อรื้อฟื้นให้สถาบันศาสนากลับเป็นผู้เผยแพร่คำสอนที่แท้จริง ซึ่งถึงแม้จะไม่ประสบความสำเร็จ แต่มีผลที่ทำให้คนในยุโรปในศตวรรษที่ 15 กล้าก้าวออกมาจากความงมงายของคำสอนที่แหลกเหลว และเคร่งครัดในยุคกลาง ตลอดจนการทำลายบทบาทของสถาบันทางศาสนา ในฐานะอุปสรรคสำคัญของความก้าวหน้าทางด้านศิลปะวิทยาการ และความคิดที่มีเหตุผล

การปฏิรูปศาสนา (The Reformation)

เกิดขึ้นในศตวรรษที่ 16 และเสร็จสิ้นลงด้วยสนธิสัญญาสันติภาพเวสต์ฟาเลีย ค.ศ. 1648 ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 กระแสใหญ่ๆคือ
  1. การปฏิรูปภายนอกที่แบ่งศาสนาคริสต์ออกเป็น 2 นิกายคือ โรมันคาทอลิก และโปรเตสแตนต์
  2. การปฏิรูปภายใน ที่แก้ไขความเสื่อมโทรมของศาสนา และสถาบันสันตะปาปา เพื่อต่อสู้ไม่ให้ชาวยุโรปหันไปนิยมนิกายโปแตสแตนท์ที่เกิดขึ้นใหม่ โดยการปฏิรูปนั้นเริ่มต้นจากหลายๆทาง

จุดเริ่มต้นขบวนการปฏิรูปศาสนา

  1. ผลงานวิทยานิพนธ์”เทวนคร”(City of God)ของออกัสตินแห่งเมืองฮิปโป ที่เป็นแรงบันดาลใจในหมู่นักปฏิรูป
     
  2. ขบวนการฮัสไซท์ (The Hussites) กลุ่มผู้ติดตามจอห์น ฮัส (John Huss) ชื่อหลักการ Utraquism คือฆราวาสมีสิทธิเช่นเดียวกับสงฆ์ในพิธีรับศิลมหาสนิท ที่จะรับทั้งขนมปังและเหล้า โดยในสมัยนั้นฆราวาสจะรับได้เพียงขนมปังและน้ำเท่านั้น ซึ่งเบื้องหลังคือการกดดันให้สถาบันสันตะปาปา และคณะกรรมาธิการศาสนา(Council Authority)ยอมรับว่าทั้งบรรพชิตและฆราวาสนั้นเท่าเทียมกัน และพระคัมภีร์เท่านั้นที่มีอำนาจสูงสุดในศาสนกิจ โดยภายหลังการปฏิรูปศาสนากลุ่มฮัสไซท์ได้เข้ารวมกับพวกติดตามลูเทอร์
     
  3. ขบวนการลอล์ลาร์ด (The Lollard Movement) ของจอห์น วิคลิฟฟ์(John Wycliffe)ที่เน้นการปรับปรุงศาสนาให้เข้ากับความต้องการของสามัญชน เน้นการเทศนาสั่งสอนมากกว่าการรับศีล ต่อต้านการสารภาพบาป การสวดมนต์ต์ต์ต์ให้แก่ผู้สิ้นชีวิตแล้ว การเดินทางไปจาริกแสวงบุญ การเชื่อเครื่องรางของขลัง และเริ่มการใช้พระคัมภีร์ไบเบิลที่แปลเป็นภาษาพื้นเมือง เพื่อให้ชาวบ้านได้ศึกษาพระคัมภีร์ด้วยตนเองแทนการพึ่งพิงพระที่ใช้พระคัมภีร์ภาษาละติน โดยขบวนการลอล์ลาร์ดนี้มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับการปฏิรูปศาสนาระยะแรกภายใต้มาร์ติน ลูเทอร์
ดังนั้นพบว่าขบวนการปฏิรูปศาสนานั้นได้มีการเริ่มมาจากความไม่พอใจของสงฆ์ที่มีธรรมะ และสามัญชนที่ผิดหวังในสถาบันศาสนา ประกอบกับมีการผันแปรทางการเมือง ทัศนคติทำให้ผู้ที่ปรารถนาจะแก้ไขความเสื่อมในศาสนากล้าที่จะประกาศตนออกจากสถาบันศาสนา โดยไม่ต้องหวาดกลัวต่อชะตากรรมแบบ”ลอยแพ”ของสังคมในยุคกลางอีกต่อไป


ผลของการปฏิรูปศาสนา

ทางการเมือง

การปฏิรูปศาสนาได้ทำให้พวกที่ไม่ต้องการระเบียบแบบแผน และพวกที่มีความคิดเห็นรุนแรงทางศาสนาก่อการจลาจลวุ่นวายขึ้นเรียกว่า”กบฏชาวนา”ในปี ค.ศ.1525 ที่โบฮีเมีย มีทั้งกลุ่มอัศวินต่อสู้กับเจ้านายของตน และพวกชาวนาที่ก่อการปฏิวัติต่อเจ้าของที่ดินโดยต่างยื่นข้อเสนอเรียกร้องสิทธิของตน และกำหนดกฎเกณฑ์เอาตามใจชอบ บ้างก็ขอเสรีภาพในการถือศาสนา ดังนั้นลูเทอร์จึงได้ลุกขึ้นมาสอนให้ประชาชนเคารพประมุข และกฎหมายของรัฐ และต่อต้านการจลาจล โดยถือว่าประมุขของรัฐมีอำนาจอันชอบธรรมในสายตาของศาสนา ที่จะดำเนินการเด็ดขาดกับขบวนการเหล่านี้ เพราะฉะนั้นคำสอนของลักธิลูเทอรันส่งเสริมอำนาจชนชั้นปกครอง

ทางศาสนา เกิดการปฏิรูปศาสนาไปทั่วยุโรปโดยแบ่งออกเป็น

แยกนิกายเป็น โปรเตสแตนต์และโรมันคาทอลิก - การปฏิรูปภายในนิกายโรมันคาทอลิกเอง เช่นเกิดคณะเยซูอิด(The Jesuits)ที่เน้นการศึกษาวิทยาการใหม่เพื่อปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อม, การประชุมแห่งเมืองเทรนต์(Council of Trent 1545-1563) ซึ่งต้องการแก้ไขข้อติดเตียนของขบวนการปฏิรูปศาสนาโปรเตสแตนต์ทั้งหมด แต่ยังเชื่อว่าสิทธิอำนาจมาจากพระคัมภีร์และขนบธรรมเนียมต่างๆที่โบสถ์ ได้รับสืบทอดมาจากเปโตร และยอมรับอำนาจของสันตะปาปาว่ายังมีอยู่ ผลการปฏิรูปนิกายโรมันคาทอลิก ทำให้สามารถป้องการการขยายตัวของความนิยมในนิกายโปรเตสแตนต์อย่างมีประสิทธิภาพ แม้ว่าสันตะปาปาต้องเสียอำนาจในยุโรปไปมาก แต่ก็ยังสามารถรักษาอิทธิพลทางจิตใจเหนือประชากรจำนวนมากของโลกตะวันตกไว้ได้ และสามารถฟื้นฟูความศักดิ์สิทธิของโรมได้จนถึงปัจจุบัน


การปฏิรูปศาสนากับความเข้าใจต่อพระเจ้า

ความรุ่งโรจน์และความเสื่อมของความเป็นชาติอิสราเอล ก็คงไม่ได้แตกต่างไปจากอาณาจักรทั้งหลาย ที่ต่างก็มีการเกิด-การดับไปตามวัฏจักรแห่งอำนาจ แต่ภายใต้วงจรแห่งการเกิด-การดับในลักษณะที่ว่านี้ สิ่งที่อาจทำให้วิถีทางของชาวยิวแตกต่างไปจากชนชาติอื่นๆ อยู่บ้าง สิ่งนั้นก็น่าจะได้แก่ ”พระเจ้า” นั่นเอง

อย่างที่ได้กล่าวเอาไว้แล้วว่า กระบวนการสร้างชาติอิสราเอลตั้งแต่เริ่มแรกโดยโมเสสนั้น ก็ได้อาศัยสิ่งที่เรียกว่า “พระเจ้า” อันเป็นความเชื่อดั้งเดิมที่เคยมีกันมาตั้งแต่ยุคอับราฮัม อิสอัค และยาโคป มาเป็นแรงดึงดูด แรงบันดาลใจ พัฒนาความเชื่อ-ความศรัทธาอันเก่าแก่ให้ยกระดับขึ้นมา กลายเป็น “อุดมการณ์แห่งชาติ” กันได้อย่างน่าทึ่งเอามากๆ…

และเมื่ออาณาจักรเข้าสู่วงจรแห่งความเสื่อม เกิดความขัดแย้งแตกแยกกลายเป็นสองอาณาจักร ตามมาด้วยการรุกรานโจมตีของชนชาติที่กำลังเติบโตแข็งแรงอย่างอาณาจักรอัสซีเรียเป็นอันดับแรก อิสราเอลก็เต็มไปด้วยสภาพแห่งความวุ่นวาย ระส่ำระสาย ซึ่งภายใต้สภาวะเช่นนี้สิ่งที่สามารถช่วยกอบกู้สติ ความสามัคคี ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน หรือความเป็นชาติเอาไว้ได้ดีที่สุดก็คงหนีไม่พ้น “พระเจ้า” อันเคยเป็นศูนย์รวมแห่งความศรัทธากันมาตั้งแต่แรกนั่นเอง…

ซึ่งอันที่จริงแล้วการนำเอาสิ่งที่เป็นศูนย์รวมความศรัทธาในลักษณะต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นศาสนา วัฒนธรรม ประเพณี มาใช้ในการปกป้องรักษาความเป็นชาติ หรือกระทั่งใช้กู้ชาตินั้น ก็ไม่ใช่เป็นเพียงแต่ชาวอิสราเอลเท่านั้นที่ได้กระทำการในลักษณะเช่นนี้ แทบทุกชาตินั่นแหละ…ไม่ว่าในอดีต ปัจจุบันหรือกระทั่งในอนาคตก็ตาม และชาติใดที่ไม่ได้ให้ความสำคัญกับสิ่งเหล่านี้ หรือทอดทิ้งสิ่งเหล่านี้จนเกิดอาการหลงๆ ลืมๆ กันไป ในท้ายที่สุด โอกาสที่จะเกิดอาการสิ้นชาติกันโดยสมบูรณ์เบ็ดเสร็จ ก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้…

แต่สำหรับอิสราเอลในขณะนั้น…กษัตริย์องค์หนึ่งซึ่งขึ้นครองราชย์อยู่ในอาณาจักรยูดาห์ชื่อว่าพระเจ้า “โยสิยาห์” ก็ได้งัดอาวุธลับที่ว่านี้ออกมาใช้ได้อย่างแยบยลไม่น้อย ในหนังสือเรื่อง “ยิว” ของอาจารย์คึกฤทธิ์ ปราโมช ได้เปรียบเทียบเอาไว้ว่าเป็นการกระทำที่อาจไม่ได้แตกต่างไปจาก “พระเจ้าทรงธรรม” กษัตริย์แห่งกรุงศรีอยุธยาของไทยเรา เพียงแต่ว่าในขณะที่พระเจ้าทรงธรรมของเราเกิดเผอิญไปพบ “รอยพระพุทธบาท” ที่สระบุรี แต่สำหรับพระเจ้าโยสิยาห์นั้นก็คือ หลังจากที่พระองค์ได้สั่งให้คนไปกวาดล้างทำความสะอาดวิหารของพระเจ้าในกรุงเยรูซาเล็ม นำเอาบรรดารูปเคารพต่างๆ ที่ไม่ใช่สิ่งที่เคยปรากฏอยู่ในคำสั่งสอนของพระเจ้า หรือเป็นสิ่งที่พระเจ้าสั่งห้ามไม่ให้กราบไหว้บูชามาตั้งแต่ยุคโมเสส มาทุบทำลายและเผาไฟกันจนมอดไหม้ไปเป็นแถบๆ ว่ากันว่าบรรดาเจ้าพนักงานที่ถูกส่งไปทำหน้าที่ก็เผอิญไปพบสิ่งๆ หนึ่ง ดังที่พระคัมภีร์ไบเบิลบรรยายเอาไว้ว่า…“ขณะที่เขาทั้งหลายนำเงินที่ได้ถวายในพระนิเวศของพระเจ้าออกมา ฮิลคียาห์ปุโรหิตได้พบหนังสือธรรมบัญญัติของพระเจ้าซึ่งทรงประทานทางโมเสส และฮิลคียาห์พูดกับชาฟานราชเลขาว่า ข้าพเจ้าได้พบหนังสือธรรมบัญญัติในพระนิเวศของพระเจ้า…”

และไม่ว่าจริงๆ แล้วธรรมบัญญัติที่พระเจ้าประทานให้กับโมเสสนั้น มันน่าจะเป็น “แท่งหินจารึก” มากกว่าที่จะเป็น”หนังสือ”หรือไม่ก็ตาม??? แต่สุดท้ายแล้วปรากฏการณ์อันก่อให้เกิดความตื่นเต้นฮือฮากับชาวอิสราเอลยุคนั้นอาจจะไม่แพ้ชาวกรุงศรีอยุธยาในสมัยพระเจ้าทรงธรรมหรือไม่ก็แล้วแต่…ก็ได้นำไปสู่ “กระบวนการปฏิรูปศาสนา” ครั้งใหญ่ในอิสราเอล หรือทำให้เกิดการฟื้นฟูความเชื่อความศรัทธาที่มีต่อพระเจ้าอันเป็นผู้มีพันธสัญญาผูกพันอยู่กับชาวยิวมาตั้งแต่แรก ผู้ที่ได้มอบดินแดนอันเป็นที่ตั้งอาณาจักรหรือประเทศอิสราเอล รวมทั้งผู้ที่ได้กำหนดวิถีทางในการประพฤติปฏิบัติของชาวยิวแต่ละรายเอาไว้อย่างละเอียด…

ในหนังสือของอาจารย์คึกฤทธิ์ได้สรุปถึงปรากฏการณ์ของการปฏิรูปศาสนาในยุคพระเจ้า “โยสิยาห์” เอาไว้อย่างน่าสนใจไม่น้อย ดังที่เขียนไว้ว่า… “เมื่อก่อนรัชสมัยพระเจ้าโยซาย (โยสิยาห์) พวกยิวเคยรู้จักแต่อำนาจที่มีการบังคับ ในสมัยเริ่มแรกที่พวกยิวนับถือพระเจ้าองค์เดียว พระเจ้าก็ต้องคอยขู่และบังคับชาวยิวอยู่เป็นนิจให้ปฏิบัติตามกฎต่างๆ ที่พระองค์ได้บัญญัติไว้ หากไม่ปฏิบัติตามเมื่อใด พระเจ้าก็ลงโทษพวกยิวอย่างแสนสาหัส ไม่ชั่วแต่บุคคลที่ไม่ปฏิบัติตามเท่านั้น แต่พระเจ้าจะติดตามไปลงโทษจนชั้นลูกชั้นหลานแห่งผู้กระทำผิดบัญญัติของพระเจ้าเหล่านั้น พอถึงสมัยพระเจ้าโยซาย พวกยิวได้เริ่มปฏิบัติตามบทบัญญัติของพระเจ้า ที่ปรากฏอยู่ในคัมภีร์อย่างพร้อมเพรียงกันโดยไม่มีผู้ใดบังคับ การปฏิบัติตามบทบัญญัติของพระเจ้า ซึ่งปรากฏอยู่ในคัมภีร์นั้นเป็นผลจากวินัยที่เกิดขึ้นในใจของยิวทั้งปวง และวินัยนี้ได้ทำให้พวกยิวปฏิบัติตามบทบัญญัติของพระเจ้าในคัมภีร์ด้วยความสมัครใจของตนเอง…” หรือพูดง่ายๆ ว่า กระบวนการปฏิรูปศาสนาเพื่อนำไปสู่การปกป้องรักษาความเป็นชาติท่ามกลางความระส่ำระสายในสมัยของพระเจ้าโยสิยาห์ นอกจากจะได้นำมาซึ่งการปลูกฝังความรู้สึกที่มีต่อพระเจ้าในจิตใจของชาวอิสราเอลให้ลึกซึ้งแน่นแฟ้นยิ่งขึ้นแล้ว ยังได้ยกระดับความเข้าใจที่มีต่อความหมายของสิ่งที่เรียกว่าพระเจ้าให้เพิ่มขึ้นไปอีกด้วย…

อย่างไรก็ตาม…สิ่งเหล่านี้ก็ไม่อาจต้านทานกับกองทัพที่เหนือกว่าที่ยกเข้ามาโจมตีอิสราเอลกันเป็นระลอก ในช่วง734 ปีก่อนคริสตศักราช กษัตริย์ทิกลัทปิเลเสอร์ที่ 5 แห่งอัสซีเรีย ได้บุกเข้าโจมตีอิสราเอลและกวาดต้อนเชลยชาวยิวไปเป็นจำนวนมาก ในปี 722 ก่อนคริสตศักราช กษัตริย์แชลมาเนเสอร์ที่ 5 แห่งอัสซีเรีย ก็โจมตีเมืองสะมาเรียแตกยับเยิน กวาดต้อนชาวยิวไปเป็นเชลยอยู่ในดินแดนเมโสโปเตเมียจำนวนถึง 27,290 คน (ตามคำจารึกของอัสซีเรีย) ปี 608 และ 597 ก่อนคริสตศักราช “เนบูคัดเนสซาร์” พระราชาแห่งบาบิโลนก็โจมตีกรุงเยรูซาเล็ม กวาดต้อนบุคคลสำคัญและประชาชนชาวอิสราเอลไปเป็นเชลยอีกเป็นจำนวนมาก ปี586 ก่อนคริสต-ศักราช เมื่อเนบูคัดเนสซาร์เห็นว่าอิสราเอลซึ่งกลายเป็นเมืองขึ้นของบาบิโลนคิดจะเอาใจออกห่างก็ส่งกองทัพมาโจมตีกรุงเยรูซาเล็มอีกครั้ง เผาพระราชวังและวิหารของพระเจ้าจนราบคาบ ก่อนที่จะบดขยี้ซ้ำจนกรุงเยรูซาเล็มแทบไม่เหลือซากในช่วง 581 ปีก่อนคริสตศักราช พร้อมกับกวาดต้อนผู้คนทั้งหมดเท่าที่เหลืออยู่ทั้งหมดประมาณ 70,000 คนไปเป็นเชลยยังกรุงบาบิโลน…ชาวอิสราเอลก็จึงกลายเป็นผู้สิ้นชาติสิ้นแผ่นดินกันโดยเบ็ดเสร็จสมบูรณ์…

และตั้งแต่ปี 538 ก่อนคริสตศักราช จนถึงประมาณ 330 ปีก่อนคริสตศักราช ชาวอิสราเอลก็ตกอยู่ใต้อำนาจของชาวเปอร์เซียที่ได้ยึดอาณาจักรบาบิโลนในเวลาต่อมา นับตั้งแต่ยุค “ไซรัสมหาราช” มาจนถึงสมัยพระเจ้า “ดาริอุส” สืบต่อเนื่องกันมานานนับกว่าร้อยๆ ปี จนถึงปี 333 ก่อนคริสตศักราชเมื่อ ”อเล็กซานเดอร์มหาราช”กษัตริย์กรีกเอาชนะเปอร์เซียได้ราบคาบ อิสราเอลก็ตกอยู่ใต้อำนาจของกรีกไปแทนที่ แม้นว่าในช่วงสมัยพระเจ้า “อันติโอคุส” แห่งราชวงศ์เซลูซิดของกรีก ชาวยิวจะลุกฮือก่อการกบฏจนสามารถปลดปล่อยตัวเองตั้งประเทศยูดาห์ขึ้นมาเป็นเอกราชได้อีกครั้ง แต่ก็สามารถดำรงสถานะเช่นนี้ได้เพียงแค่ 76 ปี เพราะในช่วง 63 ปีก่อน

คริสตศักราช แม่ทัพโรมันชื่อว่า “ปอมปีย์” ก็บุกเข้ายึดกรุงเยรูซาเล็ม และปกครองชาวยิวอย่างเป็นการถาวรจนกลายเป็นการสิ้นชาติ สิ้นแผ่นดินที่ยาวนานต่อมาอีกนับเป็นพันๆ ปี …ชะตากรรมของชาวยิวทั้งหลายจึงต้องเป็นไปตามคำทำนายของ “เอเสเคียล” หนึ่งในผู้เผยวจนะของพระเจ้าที่ได้ถูกกวาดต้อนไปเป็นเชลยตั้งแต่ครั้งกษัตริย์เนบูคัดเนสซาร์แห่งบาบิโลน ซึ่งได้มีการบันทึกไว้ในพระคัมภีร์ไบเบิลว่า พระเจ้าได้บอกกล่าวผ่านมายังเขาดังนี้… “บุตรของมนุษย์เอ๋ย…เมื่อพงศ์พันธุ์ของอิสราเอลได้มาอาศัยอยู่ในแผ่นดินตน เขากระทำให้แผ่นดินเป็นมลทินด้วยวิถีและการกระทำของเขา ความประพฤติของเขาที่มีต่อเราก็เหมือนมลทินอันเกิดจากระดู เพราะฉะนั้นเราจึงระบายความกริ้วของเราออกเหนือเขา ด้วยเรื่อง…โลหิต..ซึ่งเขาได้กระทำให้ตกบนแผ่นดิน ด้วยเรื่องรูปเคารพซึ่งเขากระทำให้แผ่นดินนั้นเป็นมลทิน เราจึงให้เขาถูกกระจายไปตามประเทศต่างๆ เราพิพากษาเขาตามวิถีทางและการกระทำของเขา…” และ… “เราจะให้เจ้ากระจัดพลัดพรายไปในหมู่ประชาชาติ เราจะเผาเอาความโสโครกออกจากเจ้าเสีย ในสายตาของประชาชาติ เจ้าจะเป็นมลทินไปเพราะเจ้าเองและเจ้าจะรู้ว่าเราคือพระเจ้า…”

ทั้งๆ ที่ชาวยิวได้ถูกสอนให้ยึดมั่นต่อพระเจ้าผู้ซึ่งได้ทำพันธสัญญากับชนชาติตัวเองเอาไว้ตั้งแต่แรก และพยายามที่จะยกระดับความรู้ความเข้าใจที่มีต่อพระเจ้ามาตามลำดับขั้น ไม่ว่าตั้งแต่สมัยการสร้างชาติของโมเสส การปฏิรูปศาสนาและการฟื้นฟูความเชื่อ-ความศรัทธาให้มั่นคงแข็งแรงขึ้นมาใหม่ในยุคพระเจ้าโยสิยาห์ และหลังจากนั้นต่อมาอีกหลายครั้งหลายหน…แต่เหตุใด??? พระเจ้าจึงได้กำหนดชะตากรรมของชาวยิวเอาไว้หนักหนาสาหัสเช่นนี้…??? เป็นเพราะพระเจ้าไม่เข้าใจถึงความรัก-ความศรัทธาที่ชาวอิสราเอลมีต่อพระองค์…หรือเป็นเพราะชาวอิสราเอลไม่เข้าใจในความรักต่อพระเจ้า  สิ่งเหล่านี้เราคงจะต้องลองไปหาทางแยกแยะกันต่อไป


ช่วงระยะเวลาของการปฏิรูปศาสนา

ช่วงระยะเวลาของการปฏิรูปศาสนากินเวลาประมาณหนึ่งร้อยสามสิบปี นับตั้งแต่การเรียกร้องของลูเธอร์เพื่อปฏิรูปศาสนา ในปี ค.ศ. 1517 จนถึงการต่อสู้ระหว่างนิกายโรมันคาทอลิก กับนิกายโปรเตสแตนต์และรัฐบาล ซึ่งสิ้นสุดลงโดยสนธิสัญญาเวสท์ฟาเลีย ในปี ค.ศ. 1648

หลังจากช่วงระยะเวลาของการกดขี่ข่มเหงภายใต้อาณาจักรโรมัน สันตะปาปาและบรรดาผู้นําของโบสถ์โรมันคาทอลิกมีความรับผิดชอบสำคัญในการสร้างพื้นฐานสําหรับพระผู้มาโปรด ด้วยเหตุนี้ พระเจ้าจึงทรงประทานตําแหน่งและอํานาจที่มีอิทธิพลอย่างใหญ่หลวงต่อสังคมและประเทศชาติให้แก่เขาทั้งหลาย ในยุคกลาง การทุจริตและการเกี่ยวข้องในชีวิตของประชาชนมากเกินไปได้ขัดขวางการสร้างพื้นฐานสําหรับพระผู้มาโปรด การใช้อํานาจสงฆ์ในทางที่ผิดในระบบศักดินายุคกลางที่เข้มงวดกับการทุจริต และความเสื่อมศีลธรรมในหมู่สงฆ์ได้สร้างความอึดอัดให้กับความพยายามของมนุษย์เพื่อบรรลุถึงความปรารถนาต่างๆ ของธรรมชาติเริ่มแรกที่มนุษย์ได้รับมาในเวลาแห่งการสร้างสรรค์

การเคลื่อนไหวเพื่อล้มล้างสภาพสังคมในยุคกลางและระบบ ศาสนาที่เสื่อมทราม เกิดจากความปรารถนาของธรรมชาติเริ่มแรกของมนุษย์ ดังนั้น มนุษย์จึงแสวงหาทั้งด้านซองซัง (ภายใน) และฮยองซัง (ภายนอก) ซึ่งตรงกับธรรมชาติเริ่มแรกสองด้านของมนุษย์ ดังนั้น มนุษย์จึงแสวงหาความพึงพอใจให้กับความปรารถนาภายในเช่น ความปรารถนาเพื่อชีวิตแห่งศรัทธา เกียรติยศ หน้าที่ ความเคร่งศาสนาและความสัมพันธ์กับพระเจ้าและแสวงหาความพึงพอใจให้กับความปรารถนาภายนอกเช่น ความปรารถนาที่จะพัฒนาความรู้ (โดยวิทยาศาสตร์) อํานาจแห่งเหตุผลและสิทธิอันชอบธรรม

การเคลื่อนไหวเพื่อฟื้นฟูลัทธิความคิดกรีก (Hellenism) เป็นการเคลื่อนไหวแบบคาอินเพื่อแสวงหากรรมแห่งความปรารถนาภายนอกของมนุษย์เกิดได้ขึ้นก่อน แล้วจึงเกิดการเคลื่อนไหวแบบอาแบลเพื่อแสวงหากรรมแห่งความปรารถนาภายในของมนุษย์ การเคลื่อนไหวเพื่อฟื้นฟูลัทธิความคิดกรีกที่รู้จักกันในชื่อของการฟื้นฟูศิลปวิทยาการ (Renaissance) เป็นการเน้นความสนใจแบบนักมนุษยนิยมที่สนใจความงามของธรรมชาติ เสรีภาพส่วนบุคคลและคุณค่าของชีวิตในโลก การปฏิรูปศาสนาเกิดขึ้นจากความปรารถนาภายในของมนุษย์เพื่อฟื้นฟูหนทางชีวิตที่มีศูนย์กลางที่พระเจ้าขึ้นใหม่ และมุ่งเน้นความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับพระเจ้า ซึ่งต่างจากการเน้นทางโลกหรือการเน้นทางมนุษยนิยมแบบลัทธิความคิดกรีก (Hellenism) เราเรียกการปฏิรูปศาสนานี้ว่าเป็น การฟื้นฟูลัทธิความคิดฮีบรู (Hebraism)


นิกายต่างๆของโปรเตสแตนต์

การกำเนิดของนิกายโปรเตสแตนต์ มีผลสำคัญทั้งทางศาสนา และการเมืองมาก เพราะเป็นการทำลาย การติดต่อเกี่ยวพัน ในระหว่างพวกคริสต์ และทำให้กลุ่มคาทอลิก สังคายนาระเบียบ ของตัวเองให้เรียบร้อยขึ้น ขณะเดียวกันยังทำให้ฝ่ายคาทอลิก ตัดรอนอำนาจของสังฆราชในกรุงโรม ทำให้เกิดรัฐอิสระอีกหลายแห่ง ดังนั้น ในช่วงนี้ จึงเรียกว่าเป็น ช่วงปฏิรูปศาสนาหรือ Reformation การเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่องของกลุ่มเหล่านี้ มีอิทธิพลต่อนิกายเล็กๆ ในภายหลัง โดยกลุ่มที่เป็นตัวเคลื่อนไหวนี้ มีดังนี้คือ

นิกายลูเทอรัน ( Lutheran ) 
ตรงจุดนี้ ได้นำไปสู่การแตกแยกเป็นนิกายใหม่ ในเวลาต่อมา ชีวิตของลูเทอร์ ในระยะนี้ต้องหลบ ตลอดเวลา แต่ก็ทำให้ มีเวลาแปลพันธสัญญาใหม่เป็นภาษาเยอรมัน และได้เขียนเกี่ยวกับ พิธีกรรม รวมทั้งศีลศักดิ์สิทธิ์เป็นภาษาเยอรมัน เพื่อให้ชาวบ้าน และคนทั่วไป สามารถเข้าใจหลักคำสอนและ พิธีกรรม ซึ่งแต่เดิมมาเขียนเป็นภาษาละติน จึงยากแก่การสื่อความหมายให้เข้าถึงได้ จึงรู้ได้เฉพาะ ปัญญาชน นักบวชและ นักศาสนาเท่านั้น

ผลงานของลูเทอร์นี้ ได้สร้างคุณประโยชน์ แก่ผู้ที่ไม่รู้หนังสือละติน ได้มีโอกาสเข้าใจแก่นแท้ ของศาสนาได้ด้วยตนเอง ซึ่งตรงกับจุดประสงค์ของลูเทอร์ ที่ต้องการให้บุคคลสามารถ รับผิดชอบใน ความเชื่อของตน โดยไม่ต้องอาศัยบุคคลที่ 3 เช่น พระหรือนักบวช กฎเกณฑ์ต่าง ๆ ในศาสนา เป็นเพียง สิ่งเปลือกนอก ที่ไม่สำคัญเท่ากับการที่บุคคลนั้นได้เผชิญหน้า ต่อพระพักตร์พระเจ้า ด้วยตนเอง นิกายนี้ จึงได้ตัดประเพณี พิธีกรรม ตลอดจนศีลศักดิ์สิทธิ์บางเรื่องออกไปเหลือแต่ศีลล้างบาป และศีลมหาสนิท และสนับสนุนให้บุคคลเอาใจใส่ต่อพระคัมภีร์ ซึ่งเชื่อว่าเป็นพระวจนะของพระเจ้า ที่ทำให้มนุษย์ เข้าถึง ความรอด ส่วนบุคคลภายในโบสถ์ของโปรเตสแตนต์ จึงไม่มีรูปเคารพ และศิลปกรรมที่ตกแต่ง ดังเช่น โบสถ์คาทอลิก บนแท่นบูชามีเพียงพระคัมภีร์เท่านั้น ที่เป็นสื่อกลางระหว่างมนุษย์กับพระเจ้า ส่วนอื่น ๆ ที่นอกเหนือไปจากนี้เป็นเพียง เปลือกนอกที่มาจากตัณหาของมนุษย์ และทำให้เราเกิดความยึดถือ ยึดติด ไม่สามารถเข้าถึงพระเจ้าได้

กลุ่มคริสตจักรฟื้นฟู ( Reformed Christianity )
  1. อูลริช สวิงลี ( Ulrich Zwingli ) เกิดที่สวิสเซอร์แลนด์ มีชีวิตอยู่ระหว่างปี ค.ศ. 1848 - 1531 ได้รับแนวความคิดจากลูเทอร์ และปรัชญามนุษยนิยม อูลริชไม่เห็นด้วย กับความคิดที่ว่า พิธีล้างบาป และพิธีศีลมหาสนิท เป็นศีลศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งเป็นเพียงความเชื่อภายนอก เท่านั้น หาใช่ความเชื่อในพระเจ้า อย่างแท้จริง เพราะพิธีล้างบาป ก็คือการปฏิญาณตน และ พิธีศีล มหาสนิท ก็คือการระลึกถึงวันเลี้ยง มื้อสุดท้ายของพระเยซูเท่านั้น พิธีเหล่านี้ ไม่ใช่พิธีที่มีความศักดิ์สิทธิ์ ในตัวของมันเอง ดังที่เชื่อกัน ในสมัยนั้น จนทำให้คนส่วนมากละเลยที่จะศึกษา พระวจนะเขาได้ปรับ พิธีกรรมให้เรียบง่าย และเน้นที่ แก่นแท้ของคำสอน
     
  2. นิกายคาลวิน ( Calvinism ) ผู้ริเริ่มและบุกเบิกนิกายนี้ คือ จอห์น คาลวิน หรือกาลแวง เป็นชาว ฝรั่งเศส ได้รับการศึกษาที่ มหาวิทยาลัยปารีส ต่อมาได้สนใจ แนวคิดทางศาสนาของลูเทอร์และสวิงลี จึงได้รับคำสอนเหล่านั้นมาปรับปรุง คำสอนของเขาแพร่หลายเข้าไปถึงประเทศอังกฤษ ซึ่งเรียกว่า เปรสไบทีเรียน

    คาลวินมีอิทธิพลในกรุงเจนีวา เขาถูกเชิญไปที่นั่นหลายครั้ง จนกระทั่ง ได้อาศัยอยู่ที่เจนีวา จนสิ้นใจ ในปี 1564 ผลงานที่สำคัญ คือ หนังสือศาสนา ที่ต่อมาได้กลายเป็นหลัก เทวศาสตร์ ของโปรเตสแตนต์ ชื่อ "สถาบันทางศาสนาคริสต์" (The Institutes of the Christian Religion) แต่เดิมเขียนเป็นภาษาละติน แต่ถูกแปลเป็นภาษาฝรั่งเศส ในเวลาต่อมา และถูกพิมพ์ถึง4 ครั้ง ในช่วงที่คาลวินมีชีวิตอยู่ หนังสือเล่มนี้ ช่วยให้เราสามารถเข้าใจ ศรัทธาของชาวคริสต์ คำสอนของ ออกัสติน (Augustin) อีกทั้งทำให้เราเข้าใจ อำนาจของพระเจ้า เข้าใจในเรื่องบาปกำเนิด และชะตาที่ถูกลิขิตโดยพระเจ้า นอกจากนี้ คาลวินได้ก่อตั้ง มหาวิทยาลัยเจนีวา และทำให้กรุงเจนีวา เป็นศูนย์นัดพบของชาวโปรเตสแตนต์ทั่วยุโรป
นิกายเชิร์ชออฟอิงแลนด์ (Church of England) 
หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า "แองกลิกัน" มีกำเนิดในประเทศอังกฤษ โดยมีสาเหตุมาจากพระเจ้าเฮนรี่ที่ 8 ต้องการให้พระสันตะปาปา ที่กรุงโรมอนุญาตให้หย่าร้าง และอภิเษกสมรสใหม่ แต่ได้รับการปฏิเสธจาก พระสันตะปาปา จึงไม่พอพระทัย ประกาศตั้งนิกายใหม่ที่เรียกว่า เชิร์ชออฟอิงแลนด์ ไม่ขึ้นต่อกรุงโรม และทรงแต่งตั้ง โธมัส แคลนเมอร์ เป็นอาร์คบิชอป แห่งแคนเทอเบอรี่

กลุ่มคณะเพ็นเทคอส (Pentecostal) 
ประเทศสหรัฐอเมริกา ได้รับอิทธิพลคำสอนของกลุ่ม ขบวนการชีวิตที่บริสุทธิ์ (Holiness Movement) แล้วนำ มาสอนในโรงเรียน ให้มีการรับบัพติศมาด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์ มีพระคัมภีร์ เป็นมาตรฐานของความเชื่อ และ การดำเนินชีวิต แต่จะเน้นหนักในเรื่องของพระวิญญาณบริสุทธิ์ ของประทาน และการอัศจรรย์ ให้ความสำคัญ เรื่อง ของนิมิต คำพยากรณ์และการทรงสำแดงของพระเจ้า เน้นให้พระวิญญาณทรงนำ เพราะฉะนั้น แม้จะมีระเบียบ การนมัสการ แต่ก็ไม่ได้ยึดถืออย่างเคร่งครัด ให้เป็นอิสระภายใต้การนำ ของพระวิญญาณบริสุทธิ์

กลุ่มคณะแบ๊บติสต์ (Baptist) 
เริ่มมาจาก กลุ่มหนึ่งของพิวริตินในอังกฤษ ที่แยกตัวจากคริสตจักรแห่งอังกฤษ ต่อมาได้ขยายไปยัง ประเทศ เนเธอร์แลนด์ และสหรัฐอเมริกา เน้นว่าความรอดเป็นของส่วนบุคคล จึงควรให้บัพติศมา แก่ผู้ที่สามารถ ตัดสินใจ ด้วยตนเองได้เท่านั้น เพราะฉะนั้น จึงไม่เห็นด้วยกับการให้บัพติศมาแก่เด็ก ต้องเป็นแบบจุ่มทั้งตัวลงไป โดยอ้าง จากรากภาษาเดิมของคำว่า แบ๊บติสต์ คือ การฝังลงไป เป็นเครื่องหมายของ การฝังชีวิตเก่าขึ้นจากน้ำ หมายถึง การเป็นขึ้นมาใหม่ มีพระคัมภีร์เป็นมาตรฐานความเชื่อ และการดำเนินชีวิต ให้ความสำคัญด้านสัมพันธภาพสมาชิก

กลุ่มคณะเพรสไบทีเรียน (Presbyterian) 
ก่อตั้งในช่วงปี 1530 โดยจอห์น กาลแวง เป็นนิกายที่แยกย่อยมาจาก โปรเตสแตนต์ มุ่งหวังให้จัดวงการสงฆ์ ให้เป็นระเบียบแบบแผน ความเชื่อของนิกายนี้คือถือศรัทธาเป็นใหญ่ ถือว่าพระพรของพระเจ้า เปลื้องทุกข์ให้มนุษย์ มาถึงโดยตรงต่อผู้มีศรัทธา ไม่ใช่มาจากพระผู้ทำพิธี เป็นเพียงผู้ทำตามระเบียบปกครอง ของคณะที่มีอยู่เท่านั้น

กลุ่มคณะเมทอดิสต์ (Methodism) 
เกิดขึ้นโดยจอห์น เวสลีย์ ( John Wesley : ค.ศ. 1703 - 1791) เป็นชาวอังกฤษ ที่มีจุดประสงค์ ต้องการให้ ผู้นับถือพระเจ้า มีอิสรภาพมากขึ้น สามารถปฏิบัติศาสนา ไปตามหลักของเหตุผลให้เหมาะแก่ชีวิตของตน

กลุ่มเควกเกอร์ (Quaker) หรือสมาคมมิตรภาพ (Society of Friends) 
เกิดในอังกฤษ โดยยอร์ช ฟอกซ์ ( George Fox : 1624 - 1691) แต่แพร่หลายในอเมริกาโดย วิลเลี่ยม เพน (William Penn : 1644-1718) โดยเฉพาะในรัฐเพนซิลเวเนีย (Pennsylvania) เป็นดินแดนแห่งแรก ที่เพนได้มา ตั้งรกราก และทำการเผยแพร่ศาสนา นิกายนี้ ต้องการรื้อฟื้นศาสนาคริสต์ แบบดั้งเดิม จึงเน้นประสบการณ์ตรง ในการเข้าถึงพระเจ้า โดยใช้แสงสว่างที่เกิดขึ้นภายใน (Inner Light)

กลุ่มเซเวนเดย์ แอดเวนติสต์ (Seven Day Adventists) 
เป็นกลุ่มใหญ่ที่สุดของกลุ่มแอดแวนติสต์ กลุ่มนี้ เน้นวันสุดท้ายของโลก และการเสด็จมาของพระคริสต์ ในวันพิพากษาโลก เพื่อทำให้บริสุทธิ์อีกครั้ง ผู้นับถือมีทั่วโลก โดยเฉพาะในประเทศไทยนั้น กลุ่มนี้ได้ส่ง ศาสนทูตเข้ามาเป็นครั้งแรกในปี 1918

นอกจากนี้ ยังมีลัทธิที่มีหลักข้อเชื่อแตกต่าง แตกแขนงต่างๆออกไปอีกมากมาย โดยมีรายละเอียดความเชื่อแตกต่างกันไป ได้แก่ พยานพระยะโฮวาห์ (Jehovah's Witnesses), มอร์มอน (Mormon), ลัทธิมูนนี่, โยเร (Joreh), ฯลฯ



1 ความคิดเห็น:

  1. If you're looking to lose kilograms then you absolutely need to start following this totally brand new personalized keto meal plan.

    To design this keto diet, certified nutritionists, fitness couches, and chefs united to develop keto meal plans that are productive, painless, economically-efficient, and fun.

    From their grand opening in early 2019, hundreds of people have already completely transformed their body and health with the benefits a certified keto meal plan can give.

    Speaking of benefits; clicking this link, you'll discover eight scientifically-tested ones offered by the keto meal plan.

    ตอบลบ